This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.+ 66-2-613-9758-9

ยาพาราเซตามอล กินให้ถูก ไม่เสี่ยงอันตราย

10 October 2016 Activity

เวลาปวดหัว หรือเป็นไข้  สิ่งแรกที่คนเรานึกถึงก็คือ ยาพาราเซตามอลยาสามัญที่ต้องมีอยู่ในทุกบ้าน แต่การกินยาทุกชนิดย่อมมีข้อจำกัด หากกินมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้

ในงานแถลงข่าว เตือนภัยยาที่มีพิษต่อตับ ที่จัดโดย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) มีการกล่าวถึง ยาพาราเซตามอล ว่าเป็นหนึ่งใน ยาที่อันตรายต่อตับ โดย ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างเสริมความเข้มแข็งภาคประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ให้ข้อมูลว่า พาราเซตามอล เป็นยาลดไข้ที่ดีที่สุดที่ใช้ในปัจจุบัน แต่อันตรายของการใช้พาราเซตามอล คือ การเป็นพิษต่อตับ (hepatotoxicity) ส่งผลตั้งแต่การทำงานของตับ ไปจนถึง ภาวะตับวายอย่างเฉียบพลัน (acute liver failure) และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ซึ่งการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อตับเกิดจากการรับประทานยามากกว่าขนาดยาสูงสุดที่แนะนำต่อวัน

ใช้ยาพาราเซตามอลให้ปลอดภัยต้องดูที่ขนาด

ผศ.นพ.พิสนธิ์ แนะนำว่า ควรกินตามน้ำหนักตัว คูณด้วย 10 หรือ 15 จะได้ขนาดยาเป็นมิลลิกรัมที่เหมาะกับตัวเรา (แต่ต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง) เช่น หนัก 50 กิโลกรัม ขนาดยาที่เหมาะคือ 500 หรือ 750 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับยา 1 เม็ด หรือ 1 เม็ดครึ่ง (ถ้าตัวใหญ่ คูณน้ำหนักแล้วเกิน 1,000 ก็กินได้ไม่เกิน 2 เม็ด)

ขนาดยาสูงสุดต่อวันสำหรับผู้ใหญ่

- ขนาดมาตรฐานทั่วไป ไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม โดยรวมถึงยาที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอลอยู่ด้วยเช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาหวัด เป็นต้น

- สำหรับคนตัวเล็ก ควรไม่เกิน 3,000-3,250 มิลลิกรัม (เป็นค่าเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น)

- สำหรับผู้ที่ต้องกินต่อเนื่องระยะยาว ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ไม่เกิน 2,500-2,600 มิลลิกรัม

- ผู้ป่วยโรคตับ หรือดื่มสุราเป็นประจำ ต้องกินไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม

- สำหรับผู้ป่วยทีต้องรับยาวาร์ฟาริน (Warfarin) คือ ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด ที่ทางการแพทย์ใช้รักษาและป้องกันภาวะอุดตันของหลอดเลือด อันมีสาเหตุจากการทำงานของเกล็ดเลือดที่ผิดปกติ (ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ) ควรกินไม่เกินครั้งละ 1,300-1,500 มิลลิกรัม

ขนาดยาสูงสุดต่อวันสำหรับเด็กอายุ 0-12 ปี

ไม่เกิน 75 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หมายถึง คูณน้ำหนักตัวเด็กด้วย 10 หรือ 15 คือมิลลิกรัมที่เหมาะต่อการป้อนยา 1 ครั้ง วันละไม่เกิน 5 ครั้ง ควรอ่านฉลากให้เข้าใจเสมอว่ายาที่กำลังจะป้อนเด็ก 1 ช้อนชาหรือ 5 ซีซี นั้น มีตัวยากี่มิลลิกรัม

 

ดังนั้น  การบริโภคยาพาราฯ เกินขนาดจะไม่เห็นอาการในเร็ววัน จะเห็นก็ต่อเมื่อระยะอันตราย เป็นตับอักเสบ ตับแข็ง และก่อให้เกิดมะเร็งตับแล้ว ดังนั้น ควรใช้ยาเมื่อมีความจำเป็น เพิ่มความระมัดระวังโดยการอ่านฉลากข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัดทุกครั้งที่จะมีการใช้ยานะค่ะ

วิธีดูยาหมดอายุ

29 September 2016 Activity

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การ เภสัชกรรม (อภ.) แนะวิธีดูวันหมดอายุของยาว่า เป็นวันที่คาดว่าตัวยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคของยานั้นๆ เหลือปริมาณน้อยกว่า ร้อยละ 90 ของปริมาณที่กำหนดในสูตรตำรับนั้นๆ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้ยา ควรสังเกตว่ายาต่างๆ ที่ได้รับนั้นหมดอายุหรือยัง เนื่องจากหากใช้ยาที่หมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพ นอกจากจะไม่มีผลในการรักษายังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

การสังเกตวันหมดอายุของยาเป็นหลักการเดียวกันกับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคย โดยทั่วไปการกำหนดวันหมดอายุจะขึ้นกับประเภทของยา เช่น ยาเม็ดจะไม่เกิน 5 ปี และยาน้ำ 2-3 ปี นับจากวันผลิต อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุยาอาจแตกต่างไปจากนี้ได้ โดยผู้ผลิตจะพิจารณาจากสารเคมีที่ใช้ ข้อมูลการทดสอบความคงตัว หรือส่วนประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริษัท ซึ่งจะพบวันผลิต manufacturing date หรือ mfd.date และวันหมดอายุ exp.date, exp, expiring, use by หรือ use before บางครั้งก็อาจใช้คำว่า ยาสิ้นอายุ สามารถดูข้อมูลเหล่านี้จากกล่องบรรจุ ฉลากยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านใต้กล่อง หรือด้านล่างฉลาก

สำหรับการอ่านวันหมดอายุแบบไทยๆ จะเริ่มจากวัน เดือน ปี อาจจะ .. หรือ .. ก็ได้ แต่ถ้ามีเฉพาะเดือน และปี ให้นับวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เป็นวันหมดอายุ เช่น exp. date 27/2/2555 หมายถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 หรือ exp. date 17.2.13 หมายถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ..2013 หรือ exp.04/14 หมายถึงวันที่ 30 เดือนเมษายน ..2014 เป็นต้น

ส่วนยาที่แบ่งบรรจุ หรือยาที่เปิดใช้แล้ว หากมีการเปิดใช้ หรือนำยามาแบ่งจากภาชนะเดิม เช่น ยานับเม็ด หรือครีมที่ป้ายมาจากกระปุกใหญ่ ยาน้ำในขวดพลาสติก จะส่งผลให้วันหมดอายุของยาเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่วันหมดอายุที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิต ซึ่งวันหมดอายุของยาเหล่านี้จะต้องกำหนดวันหมดอายุขึ้นใหม่ โดยนับจากวันที่แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็จะมีการระบุไว้เช่นกัน ดังนั้นหากเหลือยาเก็บไว้ที่บ้านไม่รู้ว่าจะหมดอายุเมื่อไร ไม่มีการเขียนไว้ก็อาจพิจารณาจากวันที่บนฉลากยาหรือซองที่ระบุวันที่ได้รับมา หากยาเม็ดเกิน 1 ปี หรือยาน้ำเกิน 6 เดือนก็ให้ทิ้งไปไม่ควรใช้ต่อ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแม้ไม่ถึง 1 ปี หรือก่อนกำหนดเวลาแต่ยาเสื่อมสภาพ เม็ดยากร่อน ร่อน ยาน้ำสีเปลี่ยน มีกลิ่นผิดไป เหม็น เขย่าไม่เข้ากันเป็นเนื้อเดียว หรือครีมแยกชั้น  ควรทิ้งโดยแยกใส่ถังขยะอันตรายเท่านั้น

อีกกรณีหนึ่ง คือ ยาเหลือใช้ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์จ่ายหรือยาที่ซื้อจากร้านขายยาแล้ว ยาที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ตามที่แพทย์สั่ง ยาที่ใช้สำหรับรักษาตามอาการแต่ปัจจุบันไม่มีอาการดังกล่าว เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเป็นยาที่ได้มาซ้ำซ้อน ไม่ควรใช้ยาดังกล่าวกับบุคคลในครอบครัวหรือผู้อื่น แม้จะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วย แต่อาการของโรคอายุของผู้ป่วยการแพ้ยาของแต่ละคนจะแตกต่างไม่เหมือนกัน อาจส่งผลร้ายในการใช้ยา ดังนั้น ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านยา หรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคจะเกิดผลดีต่อการรักษาอาการ

ที่มา : www.thaihealth.or.th/

 ภาพประกอบ : www.pexels.com

5 สารอันตราย ที่รู้ได้จากฉลากอาหาร

14 September 2016 Activity

อาหารการกิน คือ ใน 5 ปัญจกิจ หรือหลักปฏิบัติซึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญของชีวิต อันได้แก่ กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย ทำงาน  วันนี้จึงขอชวนคุณมาสังเกต ฉลากมองหาสารอันตราย ด้วยวิธีการจากนิตยสาร Eat This Not That! Magazine ซึ่งแนะนำให้คุณรู้จักสารประกอบ ที่หากกินมากไปอาจเป็นอันตรายได้

 

1.สารให้ความหวาน (Aspartame)

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ถูกใช้แทนในอาหารชนิดต่างๆ ไม่สามารถให้พลังงาน และมีความหวานมากกว่าน้ำตาล 180 เท่า มักพบในขนมขบเคี้ยว หมากฝรั่งและเครื่องดื่มประเภทโซดา

Did you know : จากรายงานของเอฟดีเอ (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกา หากกินสารให้ความหวานมากเกินไปจะทำให้ส่งผลต่อระบบประสาท เช่น อาการปวดหัว คลื่นไส้ ความจำลดลง กรณีรุนแรงอาจจะทำให้ชักได้ และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้

 

2.สารปรุงแต่งกลิ่น

สารเคมีที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาเลียนแบบกลิ่น และรสธรรมชาติ ซึ่งสามารถพบได้มากมายในกระบวนการผลิตอาหาร เช่น ซีเรียล เครื่องดื่ม และขนมคุกกี้

Did you know : ถึงแม้ว่าเอฟดีเอ (FDA) จะมีการอนุมัติให้สามารถใส่สารปรุ่งแต่งกลิ่นได้ในอาหาร แต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นสารเคมีชนิดใดเนื่องจากเป็นความลับของทางบริษัท และถูกปกปิดไว้ในฉลาก ทำให้เป็นเรื่องยากที่ผู้บริโภคจะสามารถประเมินผลจากการกินได้

 

3.น้ำเชื่อมฟรักโทส (High Fructose Corn Syrup : HFCS)

สารให้ความหวานจากการสังเคราะห์ข้าวโพด แม้มีให้เห็นอยู่บนฉลากโดยยังไม่มีคำเตือนใดๆในอาหาร เช่น ไอศครีม ซีเรียลบางชนิด ขนมปังบางประเภท โยเกิร์ต และ จำนวน 1 ใน 3 ของเครื่องดื่มบางประเภท

Did you know : งานวิจัยที่ตีพิมพ์โดยสมาคมต่อมไร้ท่อ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ใหญ่ที่บริโภคน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรักโทสในปริมาณสูง เพียงแค่ 2 สัปดาห์จะทำให้ระดับของไขมันเลว (LDLCholesterol)เพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

 

4.ไขมันทรานส์ (Trans Fat)

ไขมันแปรรูปที่เกิดจากการนำก๊าซไฮโดรเจนเติมลงในไขมันไม่อิ่มตัว เช่นการแปรสภาพน้ำมันพืชเป็นเนยเทียม (Margarine) เพื่อให้ไขมันนั้นแข็งตัว มีจุดหลอมเหลวสูงขึ้น ไม่เป็นไข มีอายุการเก็บรักษานานขึ้น และมีรสชาติพบมากในอาหารจำพวกเบเกอรี่ เค้ก ครีมเทียม และอาหารแช่แข็ง

Did you know : หลายงานวิจัยพบว่าการกินไขมันทรานส์จะทำให้ระดับของไขมันเลวเพิ่มสูงขึ้น (LDL Cholesterol) นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจมากกว่าไขมันอิ่มตัว

 

5.สารกันบูด (BHT and BHA)

สารเจือปนอาหารใช้ป้องกันการหืนของไขมันและน้ำมันจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (lipid oxidation) เพื่อเสริมให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นพบใน น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์ขนมอบ น้ำมันหอมระเหย เป็นต้น

Did you know : จากการศึกษาพบว่าสารกันบูด (BHT and BHA) ก่อให้เกิดมะเร็งในหนูทดลอง โดยที่กระทรวงสาธารณสุข ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดสารกันบูดประเภทนี้อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง

 

 

ฉลาดซื้อ ฉลาดกิน ด้วยการอ่านฉลากก่อนนะคะ     

 

  ที่มา : http://www.cheewajit.com

ภาพประกอบ : www.pexels.com        

Subscribe to our newsletter

We offer OEM services for pharmaceutical and healthcare products by our certified plant with GMP, ISO 9001,ISO14001 and OHSAS 18001 standards. We are also pleased to collaborate with our business alliances to distribute our quality products

Contact Us

Pharma Alliance Co., Ltd
874 Soi Rama VI 23 (Soi Uruphong 2) Rama VI Rd., Thanonpetchburi, Ratchathewi Bangkok 10400 THAILAND
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66-2-613-9758-9
       

Photo Gallery