This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.+ 66-2-613-9758-9

10 พฤติกรรม ต้นเหตุเชื้อดื้อยา

22 December 2016 Activity

การดื้อยาเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านแบคทีเรียมากจนเกินไป ทำให้เชื้อแบคทีเรียมีการปรับตัวและพัฒนาตัวเองขึ้นจนกลายเป็น ซูเปอร์บัค (Super Bug) ที่ดื้อต่อยาและหายารักษาได้ยากจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตจากการติดเชื้อในที่สุด โดยปัจจุบันพบว่า ในทุก 15 นาทีมีคนไทย 1 คนตายเพราะเชื้อดื้อยา และพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 20,000-38,000 คน การใช้ยาปฏิชีวนะที่แรงขึ้น ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการแพ้ยาและผลข้างเคียงมากขึ้น

มาดูกันสิว่า พฤติกรรมใดบ้าง ที่เป็นต้นเหตุให้เราเกิดอาการดื้อยา

สำหรับ 10 พฤติกรรม ต้นเหตุเชื้อดื้อยา ได้แก่

1.เคยซื้อยาต้านแบคทีเรียกินตามคนอื่น

การซื้อยาต้านแบคทีเรียมารับประทานเองอาจได้ยาที่ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคนั้นได้ และส่งผลให้เชื้อโรคพัฒนาตัวมันเองไปสู่การดื้อยาได้

2. เคยหยุดรับประทานยาต้านแบคทีเรียเมื่ออาการดีขึ้น

ยาต้านแบคทีเรีย ต้องรับประทานติดต่อตามที่กำหนด หากหยุดรับประทานอาจมีเชื้อโรคหลงเหลืออยู่และเชื้อโรคจะพัฒนาตัวเองไปสู่การดื้อยาได้

3. เคยซื้อยาต้านแบคทีเรียกินเองตามที่เคยได้รับจากบุคลากรทางการแพทย์ ในครั้งก่อนๆ

ยาต้านแบคทีเรีย แต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคแต่ละชนิดต่างกัน การใช้ยาต้านแบคทีเรีย โดยไม่เลือกให้เหมาะกับชนิดเชื้อโรค นอกจากจะทำให้ไม่หายแล้ว ยังส่งผลให้เชื้อโรคพัฒนาตัวมันเองไปสู่การดื้อยาได้

4. ยาอมที่ผสมยาต้านแบคทีเรีย

การใช้ยาต้านแบคทีเรียฆ่าเชื้อโรค ต้องใช้ในขนาดที่เหมาะสมและต้องใช้ติดต่อให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด การใช้ยาอมที่ผสมยาต้านแบคทีเรีย นอกจากจะเป็นการใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสม ยังเป็นการใช้ยาที่เกินความจำเป็น และอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

5. เปลี่ยนไปใช้ยาต้านแบคทีเรียชนิดที่แรงกว่าด้วยตนเอง

การใช้ยาต้านแบคทีเรียฆ่าเชื้อโรค ต้องใช้ในขนาดที่เหมาะสม บางครั้งอาการเจ็บป่วยต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรอาการถึงจะดีขึ้น การเปลี่ยนตัวยาที่แรงขึ้น อาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

6. เอายาต้านแบคทีเรียโรยแผล

นอกจากจะเป็นการใช้ยาที่ไม่เหมาะสมแล้ว ยังทำให้แผลสกปรกและเสี่ยงต่อการเกิดอาการแผลอักเสบลุกลามได้ เพราะผงในแคปซูลไม่ได้มีแต่ตัวยาเท่นั้น ยังมีผงแป้งผสมอยู่ด้วย แลอาจทำให้เชื้อโรคที่แผลพัฒนาตัวมันเองไปสู่การดื้อยาได้

7.ใช้ยาต้านแบคทีเรียผสมในอาหารสัตว์

เป็นการใช้ยาที่ผิด และอาจไม่ได้ผลอีกด้วย เนื่องจากขนาดยาที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้อาจทำให้เชื้อโรคพัฒนาตัวมันเองไปสู่การดื้อยาได้

8.ใช้ยาต้านแบคทีเรียโดยไม่ทราบชื่อสามัญของยา

นอกจากจะเสี่ยงที่จะได้รับยาที่เคยแพ้แล้ว อาจได้รับยาที่ไม่ตรงกับเชื้อโรค

9.เคยไปซื้อยาแก้อักเสบกินเอง

อาการอักเสบตามความเข้าใจของคนทั่วไปมีหลายแบบ เช่น อาการปวดอักเสบจากแผลหนอง อักเสบเจ็บคอ หรืออักเสบจากการปวด และไปซื้อยาแก้อักเสบกินเอง ทำให้อาจได้ยาต้านแบคทีเรียมาแทนยาแก้ปวดอักเสบ เป็นการใช้ยาแบบไม่จำเป็น

10. การไม่แนะนำคนที่ใช้ยาต้านแบคทีเรีย ใช้ยาอย่างเหมาะสม

การเพิกเฉยของเรา เท่ากับการปล่อยให้มีการใช้ยาต้านแบคทีเรียที่ไม่เหมาะสมขึ้นในสังคม สุดท้ายเมื่อเชื้อโรคพัฒนาตัวเองไปสู่เชื้อดื้อยา ปัญหาจะกลับมาส่งผลต่อตัวเรา ครอบครัว และผู้ป่วยคนอื่นๆ ในอนาคตได้

 

 ที่มา : http://www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบ : pixabay.com

เครื่องใช้สำนักงาน ทำคนออฟฟิศป่วย

28 October 2016 Activity

ห้องทำงาน ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของคน ออฟฟิศ ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เราไม่อาจมองข้ามไปได้ ก็คือสารเคมีในที่ทำงาน ที่มาจากสภาพแวดล้อมภายในห้องทำงาน

เครื่องถ่ายเอกสาร

ก๊าซโอโซนที่เกิดขึ้นจากการอัดและปล่อยประจุไฟฟ้าที่ลูกกลิ้งกระดาษ และบางส่วนเกิดจากการปล่อยแสงเหนือม่วง ที่มาจากหลอดไฟพลังงานสูงของเครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งแสงเหนือม่วงจะทำให้ก๊าซออกซิเจนรวมกันเป็นโอโซนได้ง่ายขึ้น แต่ในสภาพปกติหรือในสำนักงานทั่วไป โอโซนจะสลายตัวเป็นออกซิเจนภายใน 2-3 นาที ซึ่งอัตราการสลายตัวจะขึ้นอยู่กับระยะเวลา อุณหภูมิ (อุณหภูมิสูงสลายตัวได้เร็วขึ้น) และการระบายอากาศในห้องนั้น

ผงหมึกที่ใช้ในเครื่องถ่ายเอกสารทั่วไปในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบแห้ง เป็นหมึกประเภทผงคาร์บอนดำ 10% ผสมกับพลาสติกเรซิน ซึ่งมีอันตรายต่อสุขภาพ

นอกจากนั้น สิ่งที่อาจเป็นอันตรายของเครื่องถ่ายเอกสาร คือความร้อนจากการถ่ายเอกสารเป็นเวลานานในสถานที่ไม่มีการถ่ายเทอากาศ และเรื่องเสียงที่รบกวน เพราะเครื่องถ่ายเอกสารขนาดใหญ่อาจดังถึง 80 เดซิเบล

อาการ

·         ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออ่อนต่างๆได้ มีอาการระคายคอ ไอ หายใจสั้น วิงเวียน และปวดศีรษะได้ เนื่องมาจากการสัมผัสก๊าซโอโซนนานๆ

·         ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ มีการไอและจาม และเป็นสาเหตุของภูมิแพ้ รวมทั้งอาจก่อมะเร็ง จากการสูดดมฝุ่นผงหมึกเป็นระยะเวลานาน

·         แสงเหนือม่วงเป็นอันตรายต่อตา การสัมผัสแสงจ้าเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดตาและปวดศีรษะ

วิธีป้องกัน

·         ถ่ายเอกสารทุกครั้งควรปิดฝาครอบให้สนิท หากไม่สามารถปิดได้ควรหลีกเลี่ยงการมองที่กระจกต้นฉบับ

·         สวมถุงมือขณะเติมหรือเคลื่อนย้ายผงหมึก

·         ผงหมึกที่ใช้แล้วนำไปกำจัดลงในภาชนะปิดมิดชิด

·         มีการบำรุงรักษาและทำความสะอาดเครื่องถ่ายเอกสารเป็นประจำ

·         ไม่ควรตั้งเครื่องถ่ายเอกสารในห้องทำงาน ควรจัดแยกไว้ในที่เฉพาะ หรือไว้ที่มุมห้องไกลจากคนทำงาน และมีการระบายอากาศที่เหมาะสม อาจติดตั้งพัดลมดูดอากาศเฉพาะที่ในห้องถ่ายเอกสาร

·         สังเกตและเลือกใช้เครื่องถ่ายเอกสารที่มีแผ่นกรองประเภท Activated Carbon Filter เพื่อสลายโอโซนก่อนปล่อยออก จึงปลอดภัย

2. น้ำยาลบคำผิดและกาว

น้ำยาลบคำผิด และกาววิทยาศาสตร์ ถือเป็นสารระเหย เพราะมีทินเนอร์และสารประกอบอินทรีย์เคมีชนิดต่างๆ ประกอบอยู่ ได้แก่ สารโทลูอีน เบนซีน และสไตลีน ซึ่งมีกลิ่นพิเศษเฉพาะ และระเหยปะปนในอากาศ ได้ง่าย

อาการ

·         ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งเกิดอาการวิงเวียน หน้ามืด มีผลกระทบต่อประสาทส่วนกลาง และเสียการทรงตัวได้ เมื่อสูดดมในระยะสั้น

·         ทำให้โครโมโซมในเม็ดเลือดผิดปกติจนถึงขั้นเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด หญิงมีครรภ์อาจแท้งหรือลูกออกมาพิการได้ หากสูดดมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

·         หากมีการกลืนสารเหล่านี้เข้าไป และมีการสำลักร่วมด้วย ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบได้

วิธีป้องกัน  หลีกเลี่ยงการสูดดม และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี

3. เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน

วัสดุเครื่องใช้สำนักงานต่างๆ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์จากไม้ มักพบสารฟอร์มาลดีไฮด์ตกค้าง นอกจากนี้ยังมีสารตัวทำละลายที่อยู่ในสี กาว และสารเคลือบเงา เช่น โทลูอีน ไซลีน และเอธิลเบนซิน เป็นต้น และที่สำคัญอาจมีสีที่มีสารตะกั่วเป็นส่วนประกอบ หลุดลอกจากเฟอร์นิเจอร์หรือผนังอาคารปะปนกับฝุ่นผงในอากาศ

อาการ

·         สารฟอร์มาลดีไฮด์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ตา หรือระบบทางเดินหายใจได้ และหากเป็นระยะเฉียบพลัน ทำให้เนื้อเยื่อปอดเสียหายอย่างรุนแรง เช่น ปอดบวมน้ำ ปอดอักเสบและอาจเสียชีวิตได้

·         แต่เมื่อสูดดมโทลูอีนและไซลีน จะมีอาการเบื้องต้นคือ ทำให้ระคายเคืองจมูกและลำคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หากสูดดมในระดับความเข้มข้นสูง ๆ จะทำให้มึนศีรษะ เป็นลม อาจเสียชีวิตได้ และมีผลต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ หากสูดดมระยะยาว อาจส่งผลเรื้อรัง ได้แก่ การทำลายไขกระดูก เนื่องจากทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง ทำลายตับ ทำให้ผิวหนังแห้ง แตก ความจำเสื่อม สมาธิสั้น และอาจมีผลต่อสมอง รวมทั้งอาจทำลายเยื่อบุตา นอกจากนี้ ในโทลูอีนมีผลกระทบต่อประสาทส่วนกลาง ทำให้เสียการทรงตัว

·         สารตะกั่วก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก ปวดกล้ามเนื้อ ข้อมือตก มีผลต่อสภาพจิตใจ เกิดอารมณ์เศร้าหมอง เป็นโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้ ถ้าได้รับสารตะกั่วติดต่อเป็นระยะเวลานานและปริมาณมาก จนมีผลเฉียบพลัน คือ ปวดท้องรุนแรง ทำลายสมอง ไต ระบบการย่อยอาหาร และระบบการได้ยิน

 วิธีป้องกัน  หลีกเลี่ยงการสูดดม ทำความสะอาดที่ทำงานอยู่เสมอ และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี

 4. แผ่นฝ้าเพดาน และใยฉนวนกันความร้อน

แผ่นฝ้าเพดาน หรือวัสดุฉนวนกันความร้อนและเสียง ซึ่งทำมาจากแร่ใยหิน หรือที่เรียกว่าแอสเบตอส

อาการ

·         ทำให้เกิดการหายใจลำบาก เกิดพังผืดในปอด จนเกิดเป็นโรคปอดจากแร่ใยหินหรือโรคแอสเบสโตซีส ซึ่งจะไม่ได้แสดงอาการทันที แต่จะเกิดเมื่อสะสมเป็น 20-30 ปีให้หลัง และอาจลามจนเป็นโรคมะเร็งปอด มะเร็งเยื่อหุ้มปอดและเยื่อบุช่องท้องได้

วิธีป้องกัน  ทำความสะอาดห้องทำงานอยู่เสมอ และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี

5. ฝุ่นละอองในสำนักงาน

ฝุ่นเหล่านี้อาจเกิดจากผงหมึกที่กระจายออกมาจากเครื่องถ่ายเอกสาร ฝุ่นเยื่อกระดาษที่อาจพบตามเอกสารต่างๆ บนโต๊ะทำงาน หรือกระดาษปิดผนังหรือวอลล์เปเปอร์ รวมทั้งพรมที่ทำจากใยสังเคราะห์ก็เป็นที่เก็บกักฝุ่นเป็นอย่างดี โดยฝุ่นเหล่านี้สามารถเข้าไปสะสมในปอดได้

อาการ

·         มีอาการไอ จาม และระคายเคืองต่อตา จมูกและคันผิวหนัง คนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาการจะกำเริบขึ้น มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ

·         หากเป็นเรื้อรังก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคหอบหืดได้ นอกจากนี้เชื้อราที่ปะปนมากับฝุ่นยังทำให้เกิดโรคชนิดอื่นๆ ได้อีก

วิธีป้องกัน

·         ควรจัดวางโต๊ะทำงานไม่ให้หนาแน่น

·         ทำความสะอาดห้องและโต๊ะทำงานเป็นประจำ

·         แบ่งโซนเครื่องถ่ายเอกสารหรือหนังสือให้อยู่ในมุมที่ห่างไกลจากคนทำงาน

·         และสิ่งสำคัญ จัดให้ห้องทำงานมีระบบระบายอากาศที่ดี

 6. คาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนนอคไซด์

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มักจะเกิดมากในห้องที่ปิดอับ ไม่มีหน้าต่าง หรือการถ่ายเทอากาศไม่ดี ส่วนก๊าซคาร์บอนมอนนอคไซด์ เกิดขึ้นได้ในกรณีที่ทำงานอยู่ติดถนน มีปริมาณก๊าซจากไอเสียรถยนต์ซึ่งมีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เข้ามาในห้องปริมาณมาก และขาดการระบายอากาศที่ดี

อาการ

·         ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หายใจหอบสั้น คลื่นไส้ ง่วงซึม และการตัดสินใจไม่ค่อยเด่นชัด มีความสับสน ซึ่งก่อความไม่สบายในการทำงาน ถ้าได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณน้อยๆ

·         ในระดับความเข้มข้นที่สูงมากๆ ก็ทำให้ประสาทมึนงง ซึม หมดสติ และเสียชีวิตได้

วิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงการสูดดม และจัดให้มีระบบระบายอากาศที่ดี

นอกจากนั้น ยังมีอันตรายจากคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีผลการศึกษาของนักวิจัยในสวีเดนระบุว่า สารเคมีจากจอคอมพิวเตอร์ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ โดยสารเคมีที่ชื่อ Triphenyl Phosphate ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในจอวีดีโอ หรือปากกาเคมี ตลอดจนสเปรย์ปรับอากาศ ซึ่งมีกลิ่นจากสารเคมี ใช้ไปนานๆ ย่อมระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกและตาได้ เป็นต้น

 

 

ที่มา : http://www.thaihealth.or.th

ภาพประกอบ : pixabay.com

พระราชกรณียกิจ ของในหลวง

14 October 2016 Activity

พระราชกรณียกิจตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ทรงครองราชย์เป็นประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย

มูลนิธิชัยพัฒนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง มูลนิธิชัยพัฒนาโดย ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการดำเนินงานพัฒนาต่างๆ ในกรณีที่ต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรืองบประมาณที่ระบบราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จนเป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้อง หรือทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำโดยเร็ว การที่มูลนิธิชัยพัฒนาเข้ามาดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รวดเร็วฉับพลัน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นการช่วยให้กระบวนการพัฒนา เกิดความสมบูรณ์ขึ้น

มูลนิธิโครงการหลวง

เมื่อปีพุทธศักราช 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรชีวิตของชาวเขาที่ บ้านดอยปุยใกล้พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จึงทรงทราบว่าชาวเขาปลูกฝิ่นแต่ยากจน รับสั่งถามว่านอกจากฝิ่นขายแล้ว เขามีรายได้จากพืชชนิดอื่นอีกหรือเปล่า ทำให้ทรงทราบว่า  นอกจากฝิ่นแล้ว เขายังเก็บท้อพื้นเมืองขาย แม้ว่าลูกจะเล็กก็ตาม แต่ก็ยังได้เงินเท่าๆ กัน  โดยที่ทรงทราบว่า สถานีทดลองดอยปุย ซึ่งเป็นสถานีทดลองไม้ผลเขตหนาว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำกิ่งพันธุ์ท้อลูกใหญ่มาต่อกับต้นตอท้อพื้นเมืองได้ ให้ค้นคว้าหาพันธุ์ท้อที่เหมาะสมสำหรับบ้านเรา เพื่อให้ได้ท้อผลใหญ่ หวานฉ่ำ ที่ทำรายได้สูงไม่แพ้ฝิ่น

โดยพระราชทานเงินจำนวน 200,000 บาท ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับจัดหาที่ดินสำหรับดำเนินงานวิจัยไม้ผลเขตหนาวเพิ่มเติมจากสถานี วิจัยดอยปุยซึ่งมีพื้นที่คับแคบ ซึ่งเรียกพื้นที่นี้ว่า สวนสองแสน ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น

เมื่อ พ.ศ. 2512 เริ่มต้นโครงการหลวงเป็นโครงการส่วนพระองค์ โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งผู้อำนวยการ มีชื่อเรียกในระยะแรกว่า โครงการหลวงพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขาโดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมกับเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวาย สำหรับเป็นงบประมาณดำเนินงานต่างๆ และพระราชทานมีเป้าหมายสำหรับการดำเนินงาน คือ 1. ช่วยชาวเขาเพื่อมนุษยธรรม 2. ช่วยชาวไทยโดยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ คือ ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร 3. กำจัดการปลูกฝิ่น 4. รักษาดิน และใช้พื้นที่ให้ถูกต้อง คือ ให้ป่าอยู่ส่วนที่เป็นป่า และทำไร่ ทำสวน ในส่วนที่ควรเพาะปลูก อย่าสองส่วนนี้รุกล้ำซึ่งกันและกัน

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา มุ่งเน้นการดำเนินงานโดยยึดแนวพระราชดำริเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียงซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยกระบวนการผลิตที่ง่าย แต่มีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยดำเนินการภายใต้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการศึกษา ทดลอง เก็บรวบรวมข้อมูลและผลการศึกษา เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร และประชาชน

โครงการหลวงอ่างขาง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านผักไผ่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และได้เสด็จผ่านบริเวณดอยอ่างขาง ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าชาวเขาส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ทำการปลูกฝิ่นแต่ยังยากจน ทั้งยังทำลายทรัพยากรป่าไม้ต้นน้ำลำธารที่เป็นแหล่งสำคัญต่อระบบนิเวศน์ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนอื่นของประเทศได้

จึงทรงมีพระราชดำริว่าพื้นที่นี้มีภูมิอากาศหนาวเย็น มีการปลูกฝิ่นมาก ไม่มีป่าไม้อยู่เลยและสภาพพื้นที่ไม่ลาดชันนัก ประกอบกับพระองค์ทรงทราบว่าชาวเขาได้เงินจากฝิ่นเท่ากับที่ได้จากการปลูกท้อพื้นเมือง และทรงทราบว่าที่สถานีทดลองไม้ผลเมืองหนาวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทดลองวิธีติดตา ต่อกิ่งกับท้อฝรั่ง จึงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท เพื่อซื้อที่ดินและไร่จากชาวเขาในบริเวณดอยอ่างขางส่วนหนึ่ง

จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2512 โดยทรงแต่งตั้งให้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งประธานมูลนิธิโครงการหลวง ใช้เป็นสถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ผัก ไม้ดอก เมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขาในการนำพืชเหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานนามว่า สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

โครงการปลูกป่าถาวร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงพระราชทานพระราชดำริเป็นอเนกประการ ในการทำนุบำรุงสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ ทรงพระราชทานพระราชดำริการพัฒนาด้านต่างๆ ควบคู่กับการอนุรักษ์เสมอ ด้วยการทรงจัดการใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกรมากที่สุด ประกอบกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยปัญหาป่าไม้ที่ถูกบุกรุกทำลาย และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หามาตรการยับยั้งการทำลายป่า และเร่งฟื้นฟูสภาพต้นน้ำ ลำธาร โดยให้พิจารณาปัญหาการขาดแคลนน้ำ เป็นปัญหาใหญ่ของชาติที่จะต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วนที่สุด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อมอัญเชิญพระราชกระแสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมาเป็นแนวทางในการดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าไม้ เพื่อให้สภาพป่าที่เสื่อมโทรมได้กลับคืนสภาพโดยรวดเร็ว โดยได้หารือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่จะให้คนในชาติทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ได้ร่วมกันปลูกป่าสนองพระราชกระแสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นราชสักการะเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ปีที่ 50 ในปี พ.ศ. 2539 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50

โครงการแก้มลิง

เป็นแนวคิดในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2538 จึงมีพระราชดำริ โครงการแก้มลิงขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้

ทั้งนี้ นอกจากโครงการแก้มลิงจะมีขึ้นเพื่อช่วยระบายน้ำ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ เมื่อถูกระบายสู่คูคลอง จะไปบำบัดน้ำเน่าเสียให้เจือจางลง และในที่สุดน้ำเหล่านี้จะผลักดันน้ำเสียให้ระบายออกไปได้ 

โครงการฝนหลวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ ๒๔๙๕ เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาด แคลนน้ำ อุปโภค บริโภค และการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทาน โครงการพระราชดำริ ฝนหลวงให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ

ต่อมา ได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง ปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี ๒๕๑๒ ด้วยความสำเร็จของ โครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการ พระราชดำริ ฝนหลวงต่อไป

โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า หนังสือประเภทสารานุกรมนั้น บรรจุสรรพวิชาการอันเป็นสาระไว้ครบทุกแขนง เมื่อมีความต้องการ หรือพอใจจะเรียนรู้เรื่องใด ก็สามารถค้นหา อ่านทราบโดยสะดวก นับว่า เป็นหนังสือที่มีประโยชน์ เกื้อกูลการศึกษา เพิ่มพูนปัญญาด้วยตนเองของประชาชนอย่างสำคัญ โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาการขาดแคลนครู และที่เล่าเรียนเช่นขณะนี้

หนังสือสารานุกรมจะช่วย คลี่คลายให้บรรเทาเบาบางลงได้เป็นอย่างดี จึงมีพระราชดำรัสให้ตั้ง โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เพื่อดำเนินการสร้างหนังสือสารานุกรมฉบับใหม่อีกชุดหนึ่ง มีความมุ่งหมายที่จะนำวิชาการแขนงต่างๆ ที่ควรศึกษา ออกเผยแพร่แก่เยาวชน ให้แพร่หลายทั่วถึง เพื่อเยาวชนจักได้หาความรู้ ช่วยตัวเองได้ จากการอ่านหนังสือ และเพื่อให้ได้ประโยชน์อันกว้างขวางยิ่งขึ้น

โครงการแกล้งดิน

แกล้งดิน เป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว หรือดินเป็นกรด โดยมีการขังน้ำไว้ในพื้นที่ จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้ดินเปรี้ยวจัด จนถึงที่สุด แล้วจึงระบายน้ำออกและปรับสภาพฟื้นฟูดินด้วยปูนขาว จนกระทั่งดินมีสภาพดีพอที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้

กังหันชัยพัฒนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียในพื้นที่หลายแห่งหลายครั้ง ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น และทรงห่วงใยต่อพสกนิกรที่ต้องเผชิญในเรื่องดังกล่าว ได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศ โดยพระราชทานรูปแบบสิ่งประดิษฐ์ที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ กังหันน้ำชัยพัฒนา และนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค

แนวพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง

 

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาขั้นพื้นฐานที่ตั้งอยู่บนทางสายกลาง และความไม่ประมาทซึ่งคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนการใช้ความรู้และคุณธรรม เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินชิวิต ซึ่งต้องมี สติ ปัญญา และความเพียรเป็นที่ตั้ง ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขในชีวิติที่แท้จริง

ยาพาราเซตามอล กินให้ถูก ไม่เสี่ยงอันตราย

10 October 2016 Activity

เวลาปวดหัว หรือเป็นไข้  สิ่งแรกที่คนเรานึกถึงก็คือ ยาพาราเซตามอลยาสามัญที่ต้องมีอยู่ในทุกบ้าน แต่การกินยาทุกชนิดย่อมมีข้อจำกัด หากกินมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้

ในงานแถลงข่าว เตือนภัยยาที่มีพิษต่อตับ ที่จัดโดย ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) มีการกล่าวถึง ยาพาราเซตามอล ว่าเป็นหนึ่งใน ยาที่อันตรายต่อตับ โดย ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ประธานคณะทำงานสร้างเสริมความเข้มแข็งภาคประชาชนด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ให้ข้อมูลว่า พาราเซตามอล เป็นยาลดไข้ที่ดีที่สุดที่ใช้ในปัจจุบัน แต่อันตรายของการใช้พาราเซตามอล คือ การเป็นพิษต่อตับ (hepatotoxicity) ส่งผลตั้งแต่การทำงานของตับ ไปจนถึง ภาวะตับวายอย่างเฉียบพลัน (acute liver failure) และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ซึ่งการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต่อตับเกิดจากการรับประทานยามากกว่าขนาดยาสูงสุดที่แนะนำต่อวัน

ใช้ยาพาราเซตามอลให้ปลอดภัยต้องดูที่ขนาด

ผศ.นพ.พิสนธิ์ แนะนำว่า ควรกินตามน้ำหนักตัว คูณด้วย 10 หรือ 15 จะได้ขนาดยาเป็นมิลลิกรัมที่เหมาะกับตัวเรา (แต่ต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง) เช่น หนัก 50 กิโลกรัม ขนาดยาที่เหมาะคือ 500 หรือ 750 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับยา 1 เม็ด หรือ 1 เม็ดครึ่ง (ถ้าตัวใหญ่ คูณน้ำหนักแล้วเกิน 1,000 ก็กินได้ไม่เกิน 2 เม็ด)

ขนาดยาสูงสุดต่อวันสำหรับผู้ใหญ่

- ขนาดมาตรฐานทั่วไป ไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม โดยรวมถึงยาที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอลอยู่ด้วยเช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาหวัด เป็นต้น

- สำหรับคนตัวเล็ก ควรไม่เกิน 3,000-3,250 มิลลิกรัม (เป็นค่าเพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น)

- สำหรับผู้ที่ต้องกินต่อเนื่องระยะยาว ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ไม่เกิน 2,500-2,600 มิลลิกรัม

- ผู้ป่วยโรคตับ หรือดื่มสุราเป็นประจำ ต้องกินไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม

- สำหรับผู้ป่วยทีต้องรับยาวาร์ฟาริน (Warfarin) คือ ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด ที่ทางการแพทย์ใช้รักษาและป้องกันภาวะอุดตันของหลอดเลือด อันมีสาเหตุจากการทำงานของเกล็ดเลือดที่ผิดปกติ (ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ) ควรกินไม่เกินครั้งละ 1,300-1,500 มิลลิกรัม

ขนาดยาสูงสุดต่อวันสำหรับเด็กอายุ 0-12 ปี

ไม่เกิน 75 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หมายถึง คูณน้ำหนักตัวเด็กด้วย 10 หรือ 15 คือมิลลิกรัมที่เหมาะต่อการป้อนยา 1 ครั้ง วันละไม่เกิน 5 ครั้ง ควรอ่านฉลากให้เข้าใจเสมอว่ายาที่กำลังจะป้อนเด็ก 1 ช้อนชาหรือ 5 ซีซี นั้น มีตัวยากี่มิลลิกรัม

 

ดังนั้น  การบริโภคยาพาราฯ เกินขนาดจะไม่เห็นอาการในเร็ววัน จะเห็นก็ต่อเมื่อระยะอันตราย เป็นตับอักเสบ ตับแข็ง และก่อให้เกิดมะเร็งตับแล้ว ดังนั้น ควรใช้ยาเมื่อมีความจำเป็น เพิ่มความระมัดระวังโดยการอ่านฉลากข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัดทุกครั้งที่จะมีการใช้ยานะค่ะ

วิธีดูยาหมดอายุ

29 September 2016 Activity

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การ เภสัชกรรม (อภ.) แนะวิธีดูวันหมดอายุของยาว่า เป็นวันที่คาดว่าตัวยาสำคัญที่ใช้ในการรักษาโรคของยานั้นๆ เหลือปริมาณน้อยกว่า ร้อยละ 90 ของปริมาณที่กำหนดในสูตรตำรับนั้นๆ ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้ยา ควรสังเกตว่ายาต่างๆ ที่ได้รับนั้นหมดอายุหรือยัง เนื่องจากหากใช้ยาที่หมดอายุหรือเสื่อมคุณภาพ นอกจากจะไม่มีผลในการรักษายังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

การสังเกตวันหมดอายุของยาเป็นหลักการเดียวกันกับอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่เราคุ้นเคย โดยทั่วไปการกำหนดวันหมดอายุจะขึ้นกับประเภทของยา เช่น ยาเม็ดจะไม่เกิน 5 ปี และยาน้ำ 2-3 ปี นับจากวันผลิต อย่างไรก็ตาม การกำหนดอายุยาอาจแตกต่างไปจากนี้ได้ โดยผู้ผลิตจะพิจารณาจากสารเคมีที่ใช้ ข้อมูลการทดสอบความคงตัว หรือส่วนประกอบที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบริษัท ซึ่งจะพบวันผลิต manufacturing date หรือ mfd.date และวันหมดอายุ exp.date, exp, expiring, use by หรือ use before บางครั้งก็อาจใช้คำว่า ยาสิ้นอายุ สามารถดูข้อมูลเหล่านี้จากกล่องบรรจุ ฉลากยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านยา หรือบนแผงยา ตำแหน่งมักเป็นบริเวณด้านใต้กล่อง หรือด้านล่างฉลาก

สำหรับการอ่านวันหมดอายุแบบไทยๆ จะเริ่มจากวัน เดือน ปี อาจจะ .. หรือ .. ก็ได้ แต่ถ้ามีเฉพาะเดือน และปี ให้นับวันสุดท้ายของเดือนนั้นๆ เป็นวันหมดอายุ เช่น exp. date 27/2/2555 หมายถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 หรือ exp. date 17.2.13 หมายถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ..2013 หรือ exp.04/14 หมายถึงวันที่ 30 เดือนเมษายน ..2014 เป็นต้น

ส่วนยาที่แบ่งบรรจุ หรือยาที่เปิดใช้แล้ว หากมีการเปิดใช้ หรือนำยามาแบ่งจากภาชนะเดิม เช่น ยานับเม็ด หรือครีมที่ป้ายมาจากกระปุกใหญ่ ยาน้ำในขวดพลาสติก จะส่งผลให้วันหมดอายุของยาเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่วันหมดอายุที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิต ซึ่งวันหมดอายุของยาเหล่านี้จะต้องกำหนดวันหมดอายุขึ้นใหม่ โดยนับจากวันที่แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็แบ่งบรรจุ 1 ปี ซึ่งถ้าได้รับจากสถานพยาบาลก็จะมีการระบุไว้เช่นกัน ดังนั้นหากเหลือยาเก็บไว้ที่บ้านไม่รู้ว่าจะหมดอายุเมื่อไร ไม่มีการเขียนไว้ก็อาจพิจารณาจากวันที่บนฉลากยาหรือซองที่ระบุวันที่ได้รับมา หากยาเม็ดเกิน 1 ปี หรือยาน้ำเกิน 6 เดือนก็ให้ทิ้งไปไม่ควรใช้ต่อ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าแม้ไม่ถึง 1 ปี หรือก่อนกำหนดเวลาแต่ยาเสื่อมสภาพ เม็ดยากร่อน ร่อน ยาน้ำสีเปลี่ยน มีกลิ่นผิดไป เหม็น เขย่าไม่เข้ากันเป็นเนื้อเดียว หรือครีมแยกชั้น  ควรทิ้งโดยแยกใส่ถังขยะอันตรายเท่านั้น

อีกกรณีหนึ่ง คือ ยาเหลือใช้ที่มีอยู่ในครัวเรือนไม่ว่าจะเป็นยาที่แพทย์จ่ายหรือยาที่ซื้อจากร้านขายยาแล้ว ยาที่ผู้ป่วยไม่ได้ใช้ตามที่แพทย์สั่ง ยาที่ใช้สำหรับรักษาตามอาการแต่ปัจจุบันไม่มีอาการดังกล่าว เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเป็นยาที่ได้มาซ้ำซ้อน ไม่ควรใช้ยาดังกล่าวกับบุคคลในครอบครัวหรือผู้อื่น แม้จะมีอาการคล้ายกับที่เราเคยป่วย แต่อาการของโรคอายุของผู้ป่วยการแพ้ยาของแต่ละคนจะแตกต่างไม่เหมือนกัน อาจส่งผลร้ายในการใช้ยา ดังนั้น ควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านยา หรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคจะเกิดผลดีต่อการรักษาอาการ

ที่มา : www.thaihealth.or.th/

 ภาพประกอบ : www.pexels.com

5 สารอันตราย ที่รู้ได้จากฉลากอาหาร

14 September 2016 Activity

อาหารการกิน คือ ใน 5 ปัญจกิจ หรือหลักปฏิบัติซึ่งที่เป็นรากฐานสำคัญของชีวิต อันได้แก่ กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย ทำงาน  วันนี้จึงขอชวนคุณมาสังเกต ฉลากมองหาสารอันตราย ด้วยวิธีการจากนิตยสาร Eat This Not That! Magazine ซึ่งแนะนำให้คุณรู้จักสารประกอบ ที่หากกินมากไปอาจเป็นอันตรายได้

 

1.สารให้ความหวาน (Aspartame)

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ถูกใช้แทนในอาหารชนิดต่างๆ ไม่สามารถให้พลังงาน และมีความหวานมากกว่าน้ำตาล 180 เท่า มักพบในขนมขบเคี้ยว หมากฝรั่งและเครื่องดื่มประเภทโซดา

Did you know : จากรายงานของเอฟดีเอ (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกา หากกินสารให้ความหวานมากเกินไปจะทำให้ส่งผลต่อระบบประสาท เช่น อาการปวดหัว คลื่นไส้ ความจำลดลง กรณีรุนแรงอาจจะทำให้ชักได้ และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้

 

2.สารปรุงแต่งกลิ่น

สารเคมีที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาเลียนแบบกลิ่น และรสธรรมชาติ ซึ่งสามารถพบได้มากมายในกระบวนการผลิตอาหาร เช่น ซีเรียล เครื่องดื่ม และขนมคุกกี้

Did you know : ถึงแม้ว่าเอฟดีเอ (FDA) จะมีการอนุมัติให้สามารถใส่สารปรุ่งแต่งกลิ่นได้ในอาหาร แต่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นสารเคมีชนิดใดเนื่องจากเป็นความลับของทางบริษัท และถูกปกปิดไว้ในฉลาก ทำให้เป็นเรื่องยากที่ผู้บริโภคจะสามารถประเมินผลจากการกินได้

 

3.น้ำเชื่อมฟรักโทส (High Fructose Corn Syrup : HFCS)

สารให้ความหวานจากการสังเคราะห์ข้าวโพด แม้มีให้เห็นอยู่บนฉลากโดยยังไม่มีคำเตือนใดๆในอาหาร เช่น ไอศครีม ซีเรียลบางชนิด ขนมปังบางประเภท โยเกิร์ต และ จำนวน 1 ใน 3 ของเครื่องดื่มบางประเภท

Did you know : งานวิจัยที่ตีพิมพ์โดยสมาคมต่อมไร้ท่อ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ใหญ่ที่บริโภคน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรักโทสในปริมาณสูง เพียงแค่ 2 สัปดาห์จะทำให้ระดับของไขมันเลว (LDLCholesterol)เพิ่มขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

 

4.ไขมันทรานส์ (Trans Fat)

ไขมันแปรรูปที่เกิดจากการนำก๊าซไฮโดรเจนเติมลงในไขมันไม่อิ่มตัว เช่นการแปรสภาพน้ำมันพืชเป็นเนยเทียม (Margarine) เพื่อให้ไขมันนั้นแข็งตัว มีจุดหลอมเหลวสูงขึ้น ไม่เป็นไข มีอายุการเก็บรักษานานขึ้น และมีรสชาติพบมากในอาหารจำพวกเบเกอรี่ เค้ก ครีมเทียม และอาหารแช่แข็ง

Did you know : หลายงานวิจัยพบว่าการกินไขมันทรานส์จะทำให้ระดับของไขมันเลวเพิ่มสูงขึ้น (LDL Cholesterol) นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจมากกว่าไขมันอิ่มตัว

 

5.สารกันบูด (BHT and BHA)

สารเจือปนอาหารใช้ป้องกันการหืนของไขมันและน้ำมันจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (lipid oxidation) เพื่อเสริมให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นพบใน น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์ขนมอบ น้ำมันหอมระเหย เป็นต้น

Did you know : จากการศึกษาพบว่าสารกันบูด (BHT and BHA) ก่อให้เกิดมะเร็งในหนูทดลอง โดยที่กระทรวงสาธารณสุข ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดสารกันบูดประเภทนี้อยู่ในกลุ่มที่คาดว่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง

 

 

ฉลาดซื้อ ฉลาดกิน ด้วยการอ่านฉลากก่อนนะคะ     

 

  ที่มา : http://www.cheewajit.com

ภาพประกอบ : www.pexels.com        

เทคนิค บริหารดวงตา เพื่อชาวออฟฟิศ

28 July 2016 Activity

หันมองรอบตัว คนทำงานออฟฟิศเกือบทุกคนมีอาการของโรคออฟฟิศซินโดรม  (Office Syndrome) ปวดตรงนั้น เมื่อยตรงนี้ ลุกขึ้นยืน สะบัดแข้งสะบัดขาก็อาจช่วยบรรเทาได้ชั่วครู่ชั่วยาม สักพักก็ป่วยอีก

ครั้นไปหาหมอนวด นวดบีบ นวดขยำ ที่ปวดน้อยกลายเป็นปวดมาก

ว่าแล้วจึงไม่หาหมอแผนปัจจุบัน ทั้งยากิน ยาทา ได้มามากมายสารพัด แต่จนแล้วจนรอด อาการเหล่านั้นก็ยังติดอยู่กับอวัยวะเหล่านั้น

ครั้งนี้เราจึงเอา เทคนิค การบริหารดวงตามาฝาก.......

 

เสกดวงตาเป็นประกาย สลายปวด

การใช้สายตาเพ่งมองตัวหนังสือในหน้าเอกสาร หรือจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานโดยไม่หยุดพักสายตาหรือกะพริบตา อาจทำให้เกิดอาการปวดตา ตาแห้ง ระคายเคืองตา ตาพร่ามัว วุ้นในตาเสื่อม เยื่อบุตาอักเสบและอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพสายตาที่รุนแรงในระยะยาวได้

ฉะนั้นผู้ที่ใช้สายตาติดต่อกันวันละหลายๆชั่วโมง ควรยืดกล้ามเนื้อตา เพื่อคลายความปวดเมื่อย และบริหารกล้ามเนื้อตาให้แข็งแรง

 

วิธีถนอมดวงตาคนทำงาน

ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำวิธีถนอมดวงตาระหว่างทำงาน เพื่อป้องกันสารพัดปัญหาตา โดย

1.  จัดตำแหน่งการทำงานให้เหมาะสม แสงสว่างเพียงพอ ไม่มีแสงจากหน้าต่างส่องเข้าสู่ตาโดยตรง

2.  จัดโต๊ะ เก้าอี้ให้สูงพอเหมาะ จัดระดับของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าสายตาประมาณ 10-15 องศา

3.  ควรหยุดพักสายตาเป็นระยะ โดยทุกๆ 20 ถึง 30 นาที ให้พักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ โดยมองไปยังบริเวณพื้นที่กว้างหรือนอกหน้าต่างประมาณครึ่งถึงหนึ่งนาที เพื่อลดการเพ่งของสายตา

4.  กะพริบตาประมาณ 10 – 15 ครั้งต่อนาที เพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง หรือพักสายตาโดยหลับตานาน 3-5 วินาที เพื่อให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตามาฉาบให้ความชุ่มชื่นต่อดวงตา หรืออาจใช้ยาหยอดตาชนิดน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาเทียม เพื่อบรรเทาอาการตาแห้ง แสบตา

 

แถมด้วยท่าบริหารร่างกายง่ายๆ ค่ะ

Easy Exercise

ท่าที่ 1 นั่งหลังตรง ปล่อยมือทั้งสองไว้ข้างลำตัว ตั้งศีรษะตรง ตามองไปข้างหน้า เหลือบตาขึ้นและลงนับเป็น 1 ครั้ง ทำ 5 ครั้ง

ท่าที่ 2 หลับตาครู่หนึ่ง หายใจเข้าและออกนับเป็น 1 ครั้ง ทำทั้งหมด 5 ครั้ง จากนั้น กลอกตาไปทางซ้ายและขวานับเป็น 1 ครั้ง ทำทั้งหมด 5 ครั้ง

 

ที่มา : http://www.cheewajit.com
ภาพประกอบ : www.pexels.com

 

5 สิ่งป้องกันภัยเมื่อฝนมา

15 June 2016 Activity

ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่หน้าฝนแล้ว นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายให้ปลอดภัยจากโรคภัยต่างๆ แล้ว ยังอาจมีปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินซึ่งต้องระมัดระวังกันด้วย วันนี้ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงรวบรวมโรคและภัยอันตรายต่างๆ ที่ต้องพึงระวังในหน้าฝนนี้มาฝากกัน

น้ำผึ้ง อาหารเสริม ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

17 May 2016 Activity

ตั้งแต่โบราณกาลนานมา คนเราชมชอบในรสชาติและมีความเชื่อว่า น้ำผึ้งเป็นของอร่อยและมีสรรพคุณบํารุงรักษาร่างกาย เป็น อาหารเสริม ที่ทุกวัฒนธรรมทั่วโลกยอมรับ

“บางกอกดรัก” เปิดตัวยา “คาชาน่า” สารสกัดกระชายดำ ปรากฏตัวครั้งแรกในงานสัมมนา

11 December 2015 Activity

“บางกอกดรัก” เปิดตัวยา “คาชาน่า” สารสกัดกระชายดำ ปรากฏตัวครั้งแรกในงานสัมมนาทางวิชาการด้านยาของชาวเภสัชทั่วประเทศ คาชาน่า : ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกดรัก จำกัด (ลำดับ 5 จากซ้าย) พร้อมด้วย.ภก.สุนชัย พจมานเหมาะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอกดรัก จำกัด (ลำดับ 2 จากซ้าย) นำยาตัวใหม่ Kachana (คาชาน่า) ซึ่งสกัดจากกระชายดำ

Subscribe to our newsletter

We offer OEM services for pharmaceutical and healthcare products by our certified plant with GMP, ISO 9001,ISO14001 and OHSAS 18001 standards. We are also pleased to collaborate with our business alliances to distribute our quality products

Contact Us

Pharma Alliance Co., Ltd
874 Soi Rama VI 23 (Soi Uruphong 2) Rama VI Rd., Thanonpetchburi, Ratchathewi Bangkok 10400 THAILAND
This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
+66-2-613-9758-9
       

Photo Gallery